ศูนย์ดูแลสุขภาพและฟื้นฟูแบบองค์รวม ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เราดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์อันล้ำค่าภายในครอบครัว เพราะทุกช่วงเวลาของชีวิตสมควรได้รับความหมาย ความสุข และความพึงพอใจ
ผู้ป่วยบางโรคขี้ตกใจ ตกใจแรงกว่าปกติ เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีป้องกันอุบัติเหตุที่ผู้ดูแลควรรู้
เคยสังเกตไหมคะว่า ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยบางคนมีอาการตกใจง่ายกว่าปกติ เพียงได้ยินเสียงดัง มีคนเดินเข้ามาใกล้กะทันหัน หรือมีคนสัมผัสตัวโดยไม่ทันตั้งตัว ก็อาจสะดุ้งแรง ตัวเกร็ง เสียการทรงตัว หรือมีอาการหวาดกลัวมากกว่าที่เคยเป็น
อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการทรงตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือมีความผิดปกติของสมองและระบบประสาท การตกใจอย่างรุนแรงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มและอุบัติเหตุได้
แล้วอาการตกใจง่ายเกิดจากอะไร? เป็นสัญญาณของโรคหรือไม่? และครอบครัวควรดูแลอย่างไรเพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย?
อาการตกใจง่ายอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะมีโรคทางสมองเสมอไป โดยสาเหตุที่ควรพิจารณา ได้แก่
สมองมีหน้าที่ประมวลผลสิ่งเร้าและควบคุมการตอบสนองต่อความตกใจ หากมีความผิดปกติจากโรคทางสมองหรือระบบประสาท ผู้ป่วยบางรายอาจตอบสนองต่อเสียง การสัมผัส หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันแตกต่างจากเดิม
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอาจมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว การทรงตัว การรับรู้ หรือการประมวลผลสิ่งเร้าแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากตกใจแล้วสะดุ้งหรือขยับตัวอย่างรวดเร็ว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียหลัก โดยเฉพาะผู้ที่มีแขนขาอ่อนแรงอยู่เดิม
ผู้สูงอายุบางรายอาจมีการเปลี่ยนแปลงด้านการรับรู้ ความจำ และการประมวลผลข้อมูล ทำให้รู้สึกสับสนหรือหวาดกลัวเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงดังหรือมีคนเข้ามาใกล้โดยไม่ทันสังเกตุ
ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือความวิตกกังวลอาจทำให้บางคนมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และตอบสนองต่อเหตุการณ์กะทันหันอย่างรุนแรง
ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ง่วงซึม หรือการทรงตัวผิดปกติ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ หากมีอาการตกใจง่ายร่วมกับความสับสนที่เกิดขึ้นใหม่ ควรพิจารณาสาเหตุทางสุขภาพอื่น ๆ ด้วย
หากอาการเกิดขึ้นบ่อย รุนแรงขึ้น หรือเพิ่งเริ่มเกิดหลังจากเปลี่ยนยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ ไม่ควรหยุดยาด้วยตนเอง
สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวหรือการทรงตัว การตกใจอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้ เช่น
โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เคยหกล้ม มีแขนขาอ่อนแรง หรือจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยเดิน ควรได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด
แม้จะไม่สามารถป้องกันอาการตกใจได้ทุกครั้ง แต่ผู้ดูแลสามารถลดสิ่งกระตุ้นและลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
หลีกเลี่ยงการตะโกน เรียกเสียงดัง หรือสัมผัสตัวผู้ป่วยโดยไม่ให้สัญญาณเตือนก่อน ควรเดินเข้าไปในระยะที่ผู้ป่วยมองเห็น เรียกชื่อด้วยน้ำเสียงสงบ และบอกก่อนว่าจะช่วยทำอะไร
สังเกตว่าผู้ป่วยมักตกใจจากอะไร เช่น เสียงโทรศัพท์ เสียงประตูปิดดัง สัตว์เลี้ยงวิ่งผ่าน หรือการเปลี่ยนกิจกรรมอย่างกะทันหัน จากนั้นปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
หากผู้ป่วยมีปัญหาการทรงตัว ควรช่วยพยุงตามระดับความสามารถ และให้ผู้ป่วยเปลี่ยนท่าช้า ๆ ไม่รีบลุกหรือเดินทันทีเมื่อสะดุ้งตกใจ หากมีความเสี่ยงสูง ควรปรึกษานักกายภาพบำบัดเกี่ยวกับวิธีเคลื่อนย้ายที่ปลอดภัย
ให้ผู้ป่วยรับประทานยาตามแพทย์สั่ง พักผ่อนให้เพียงพอ และเข้ารับการประเมินเมื่อมีอาการผิดปกติ หากสงสัยว่ายาเป็นสาเหตุ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อพิจารณา ไม่ควรปรับยาเอง
หากผู้ป่วยมีประวัติหกล้ม เดินไม่มั่นคง หรือมีอาการตกใจรุนแรง ควรมีผู้ดูแลอยู่ใกล้ในช่วงทำกิจกรรมเสี่ยง เช่น การเดิน การเข้าห้องน้ำ และการขึ้นลงบันได
หากอาการตกใจง่ายเกิดขึ้นใหม่ เป็นมากขึ้นอย่างชัดเจน หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ
ควรโทรแจ้งบริการการแพทย์ฉุกเฉินทันที หากมีอาการต่อไปนี้
หากอยู่ในประเทศไทย สามารถโทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉินได้
ผู้ป่วยแต่ละคนมีสาเหตุและข้อจำกัดแตกต่างกัน การดูแลจึงควรเริ่มจากการประเมินสุขภาพ ความสามารถในการเคลื่อนไหว การทรงตัว สภาพแวดล้อม และความต้องการเฉพาะบุคคล
การดูแลที่เหมาะสมอาจประกอบด้วยการฝึกเคลื่อนไหวและการทรงตัว การปรับสภาพแวดล้อม การดูแลกิจวัตรประจำวัน และการให้คำแนะนำแก่ครอบครัว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการหกล้มและส่งเสริมให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
The Parents ใส่ใจทุกขั้นตอนของการดูแล
สำหรับครอบครัวที่กำลังดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือ การมีทีมดูแลที่เข้าใจข้อจำกัดของผู้ป่วยเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความปลอดภัยและอุ่นใจมากขึ้น
The Parents Wellness and Rehabilitation ให้ความสำคัญกับการดูแลและฟื้นฟูอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงสุขภาพ ความสามารถในการเคลื่อนไหว และความต้องการของผู้ป่วย พร้อมส่งเสริมให้ครอบครัวมีความเข้าใจในการดูแลอย่างถูกวิธี
เพราะการดูแลที่ดี ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา แต่คือการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันความเสี่ยง และช่วยให้คนที่คุณรักมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
หมายเหตุ: อาการตกใจง่ายไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของโรคใดโรคหนึ่ง และไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้จากอาการเพียงอย่างเดียว ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม
สนใจบริการดูแลและฟื้นฟูผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย ติดต่อ The Parents
Tel. 02-091-1956, 095-167-1839, 081-248-0962
Line OA: @tmnc | https://lin.ee/ifpiZEf
Website: https://theparents.com
การเดินทางสะดวกเชื่อมต่อถนนได้หลายเส้นทาง ถนนราษฎร์พัฒนา มาทางเส้นรามคำแหง หรือ
ตาม GPS GOOGLE MAP : https://maps.app.goo.gl/amz3XooojtQPy9Pn7
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ผู้ป่วยสโตรกกินอะไรดี? 5 อาหารควรกินและอาหารที่ควรเลี่ยง
แนะนำอาหารสำหรับผู้ป่วยสโตรก อาหารที่ควรกินและควรเลี่ยง พร้อมตัวอย่างเมนูและข้อควรระวังเรื่องการกลืน เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายและลดความเสี่ยงสโตรกซ้ำ
ทำไมอาหารจึงสำคัญต่อการฟื้นฟูผู้ป่วยสโตรก?
ผู้ป่วยสโตรกบางรายอาจมีอาการแขนขาอ่อนแรง เคี้ยวหรือกลืนอาหารลำบาก รวมถึงมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง
การจัดอาหารให้เหมาะสมจึงมีส่วนช่วยในหลายด้าน ได้แก่
อย่างไรก็ตาม อาหารไม่ได้รักษาเนื้อสมองที่เสียหายโดยตรง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูร่วมกับการรักษา การใช้ยา และการทำกายภาพบำบัด
เช่น ปลานึ่ง ปลาอบ ไข่ เต้าหู้ และเนื้อไก่ไม่ติดหนัง ช่วยให้ได้รับโปรตีนสำหรับรักษาและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ควรเลือกวิธีปรุงแบบต้ม นึ่ง หรืออบแทนการทอด

เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี และข้าวโอ๊ต มีใยอาหารช่วยดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด โดยควรควบคุมปริมาณให้เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน

เช่น ผักใบเขียว แครอต ฟักทอง และบรอกโคลี ให้ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ ควรปรุงให้มีเนื้อสัมผัสเหมาะกับความสามารถในการเคี้ยวและกลืน

เช่น ฝรั่ง แอปเปิล ส้ม และมะละกอ ให้ใยอาหารและวิตามิน ควรรับประทานในปริมาณเหมาะสมและหลีกเลี่ยงผลไม้เชื่อมหรือผลไม้แช่อิ่ม

เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว อะโวคาโด และถั่วไม่เค็ม ช่วยทดแทนไขมันอิ่มตัวในอาหาร แต่ต้องระวังถั่วทั้งเมล็ดในผู้ป่วยที่มีปัญหาเคี้ยวหรือกลืน

เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแปรรูป ไส้กรอก ของหมักดอง และอาหารที่ใส่น้ำปลา ซีอิ๊ว หรือผงปรุงรสมากเกินไป เพราะอาจทำให้ควบคุมความดันโลหิตได้ยาก

เช่น หมูสามชั้น หนังไก่ เนื้อติดมัน และอาหารทอดบ่อย ๆ อาจส่งผลเสียต่อระดับไขมันในเลือดและสุขภาพหลอดเลือด

เช่น น้ำอัดลม ชานมไข่มุก ชาเย็นหวานจัด และขนมหวาน เพราะทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลและน้ำหนักตัวได้ยาก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานร่วมด้วย

อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง การหกล้ม และเกิดปฏิกิริยากับยาบางชนิด ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนดื่ม โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีเลือดออกในสมอง

เช่น ถั่วทั้งเมล็ด ขนมกรอบ และอาหารเนื้อสัมผัสผสมหลายแบบ อาจเพิ่มความเสี่ยงสำลักในผู้ป่วยบางราย จึงต้องประเมินการกลืนก่อนเลือกอาหาร

ตัวอย่างเมนูอาหาร 1 วัน สำหรับผู้ป่วยสโตรก
| มื้ออาหาร | เมนูแนะนำ |
| มื้อเช้า | ข้าวต้มปลาไม่เค็มจัด + ผักต้มสุก |
| มื้อกลางวัน | ข้าวกล้อง + ปลานึ่ง + ต้มจืดเต้าหู้ผักกาดขาว |
| มื้อเย็น | ข้าวปริมาณเหมาะสม + ไก่ต้มไม่ติดหนัง + ผัดผักน้ำมันน้อย |
| อาหารว่าง | ผลไม้สดปริมาณเหมาะสม หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติไม่เติมน้ำตาล |
ตัวอย่างนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เคี้ยวและกลืนอาหารได้ปลอดภัยเท่านั้น ปริมาณอาหารและเนื้อสัมผัสต้องปรับตามโรคประจำตัว ภาวะโภชนาการ และผลประเมินการกลืนของแต่ละคน
สิ่งสำคัญที่ครอบครัวมักมองข้าม: ผู้ป่วยสโตรกอาจกลืนอาหารไม่ปลอดภัย
หลังเกิดสโตรก ผู้ป่วยบางรายมีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) ซึ่งอาจทำให้อาหารหรือน้ำเข้าสู่ทางเดินหายใจ และเพิ่มความเสี่ยงปอดอักเสบจากการสำลักได้
สัญญาณที่ควรระวัง ได้แก่ ไอหรือสำลักระหว่างกินอาหาร เสียงเปลี่ยนหลังกลืน อาหารค้างในปาก หรือรับประทานอาหารได้น้อยลง ทั้งนี้บางรายอาจสำลักโดยไม่ไอ
ผู้ป่วยควรได้รับการคัดกรองการกลืนก่อนเริ่มรับประทานอาหารหรือน้ำทางปากหลังเกิดสโตรก หากมีปัญหาการกลืน ต้องให้ทีมรักษาประเมินและกำหนดลักษณะอาหารหรือความข้นของน้ำที่เหมาะสม ไม่ควรปรับอาหารปั่นหรือใช้น้ำข้นเองโดยไม่มีคำแนะนำ
การฟื้นฟูสโตรกต้องดูแลมากกว่าเรื่องอาหาร
การฟื้นฟูผู้ป่วยสโตรกควรดำเนินอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเดิน การเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ การฝึกทำกิจวัตรประจำวัน การสื่อสาร และการดูแลสุขภาพจิต
การดูแลด้านโภชนาการควบคู่กับการฟื้นฟูจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีความพร้อมในการฝึก และสามารถพัฒนาความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันตามศักยภาพของตนเอง
The Parents Wellness and Rehabilitation ดูแลโภชนาการควบคู่กับการฟื้นฟู
ที่ The Parents Wellness and Rehabilitation เราให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย โภชนาการ และคุณภาพชีวิต
ภายในศูนย์มี ครัวกลางและนักกำหนดอาหาร เพื่อช่วยวางแผนและจัดอาหารให้เหมาะสมกับผู้เข้าพักแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงโรคประจำตัว ความต้องการสารอาหาร และข้อจำกัดด้านสุขภาพ
สำหรับผู้ป่วยสโตรก การดูแลด้านอาหารสามารถทำควบคู่กับแผนฟื้นฟูเฉพาะบุคคล โดยประสานกับทีมดูแล เพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เพราะการฟื้นฟูไม่ได้หมายถึงเพียงการกลับมาเดินได้ แต่ยังรวมถึงการกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
สอบถาม / เข้าเยี่ยมชมสถานที่ / ปรึกษาเพื่อเข้าพักฟื้นฟู
Tel. 02-091-1956, 095-167-1839, 081-248-0962
Line OA: @tmnc | https://lin.ee/ifpiZEf
Website: https://theparents.com
การเดินทางสะดวกเชื่อมต่อถนนได้หลายเส้นทาง ถนนราษฎร์พัฒนา มาทางเส้นรามคำแหง หรือ
ตาม GPS GOOGLE MAP : https://maps.app.goo.gl/amz3XooojtQPy9Pn7
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –
Homecare คืออะไร? ทำไมหลายครอบครัวจึงเลือกดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน
Homecare คือบริการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวันภายในบ้าน โดยมีผู้ดูแลที่ได้รับการฝึกอบรมเข้ามาช่วยเหลือตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล
สำหรับหลายครอบครัว การให้พ่อแม่หรือผู้สูงอายุได้พักอาศัยอยู่ในบ้านที่คุ้นเคย เป็นสิ่งสำคัญต่อความสบายใจและคุณภาพชีวิต แต่เมื่อผู้สูงอายุมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว มีโรคประจำตัว หรือต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด สมาชิกในครอบครัวอาจไม่สามารถดูแลได้ตลอดเวลา
บริการ Homecare จาก The Parents จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับครอบครัวที่ต้องการให้คนที่รักได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องย้ายออกจากบ้าน
จุดเด่นของบริการ Homecare จาก The Parents
1. มีพยาบาลประเมินก่อนเริ่มให้บริการ
ก่อนจัดส่งเจ้าหน้าที่ดูแลถึงบ้าน The Parents ให้ความสำคัญกับการประเมินเบื้องต้นโดยพยาบาล เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้สูงอายุและวางแผนการดูแลให้เหมาะสม
การประเมินประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1.1.ประเมินอาการและระดับการพึ่งพิง
พิจารณาว่าผู้สูงอายุสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากน้อยเพียงใด เช่น การลุกนั่ง การเดิน การรับประทานอาหาร และการทำกิจวัตรประจำวัน รวมถึงความซับซ้อนของอาการที่ต้องดูแล
1.2.ประเมินความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์
ตรวจสอบว่าผู้สูงอายุจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ประเภทใด เพื่อเตรียมความพร้อมและพิจารณาบุคลากรที่เหมาะสมกับลักษณะการดูแล
1.3.ประเมินสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยภายในบ้าน
พิจารณาพื้นที่พักอาศัย ความสะดวกในการดูแล และความปลอดภัยของทั้งผู้สูงอายุและเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องมีผู้ดูแลพักค้างคืน
2. จัดจำนวนผู้ดูแลให้เหมาะสมกับอาการ
ผู้สูงอายุแต่ละคนมีความต้องการแตกต่างกัน จึงไม่สามารถใช้รูปแบบการดูแลเดียวกันได้ทั้งหมด
กรณีผู้สูงอายุที่มีระดับการพึ่งพิงน้อยและอาการไม่ซับซ้อน อาจใช้ผู้ดูแล 1 คน ตามผลการประเมิน
สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องได้รับความช่วยเหลือมากขึ้น เช่น ต้องพลิกตัวเป็นประจำ ดูดเสมหะ หรือใช้เครื่องช่วยหายใจ อาจจำเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างน้อย 2 คน หรือจัดบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ จำนวนผู้ดูแลและขอบเขตการปฏิบัติงานจะพิจารณาจากอาการ ความปลอดภัย และผลการประเมินโดยพยาบาล
3. สื่อสารอาการกับครอบครัวผ่าน LINE กลุ่ม
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน คือการทำให้สมาชิกในครอบครัวได้รับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
The Parents มีการสื่อสารข้อมูลและอัปเดตอาการของผู้สูงอายุผ่าน LINE กลุ่ม เพื่อให้ครอบครัวสามารถติดตามการดูแลและรับทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้สะดวกยิ่งขึ้น
4. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้สูงอายุและผู้ดูแล
การดูแลที่บ้านไม่ได้หมายถึงเพียงการมีคนอยู่เป็นเพื่อน แต่ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการเคลื่อนย้าย การช่วยเหลือกิจวัตรประจำวัน การใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
The Parents จึงให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่มบริการ เพื่อวางแผนการดูแลให้เหมาะกับสถานการณ์จริง







The Parents ส่งต่อความห่วงใย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เคหะชุมชนร่มเกล้า
The Parents Wellness and Rehabilitation ร่วมช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่เคหะชุมชนร่มเกล้า บริจาคยาป้องกันโรคฉี่หนูและยารักษาน้ำกัดเท้า พร้อมสนับสนุนพื้นที่เป็นจุดตั้งรถทำอาหารพระราชทานเคลื่อนที่ เพื่อปรุงอาหารส่งต่อให้แก่ผู้ประสบภัย
The Parents Wellness and Rehabilitation ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ เคหะชุมชนร่มเกล้า ด้วยการสนับสนุนยาและพื้นที่สำหรับการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย
จากสถานการณ์น้ำท่วม ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญทั้งปัญหาด้านการดำเนินชีวิตและความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรคและอาการที่อาจเกิดขึ้นจากการสัมผัสน้ำท่วมเป็นเวลานาน The Parents จึงได้ร่วม บริจาคยาสำหรับป้องกันโรคฉี่หนู และยารักษาอาการน้ำกัดเท้า เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย
นอกจากการสนับสนุนด้านยาแล้ว The Parents Wellness and Rehabilitation ยังเปิดพื้นที่เพื่อเป็นจุดตั้งรถทำอาหารพระราชทานเคลื่อนที่ สำหรับใช้ในการจัดเตรียมและปรุงอาหาร เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในเขตเคหะชุมชนร่มเกล้า
การให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของ The Parents ที่พร้อมสนับสนุนและดูแลสังคมรอบข้าง ไม่เพียงในบทบาทด้านการดูแลสุขภาพ การฟื้นฟู และคุณภาพชีวิต แต่ยังพร้อมแบ่งปันพื้นที่และทรัพยากรที่มี เพื่อช่วยเหลือประชาชนและชุมชนในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบาก
The Parents Wellness and Rehabilitation ขอร่วมส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกครอบครัว และขอเป็นอีกหนึ่งพลังในการร่วมดูแลและช่วยเหลือชุมชนให้ผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน


#The Parents #TheParentsWellnessandRehabilitation #ช่วยเหลือน้ำท่วม #ผู้ประสบภัยน้ำท่วม #เคหะชุมชนร่มเกล้า #ร่มเกล้า #บริจาคยาน้ำท่วม #โรคฉี่หนู #น้ำกัดเท้า #รถทำอาหารพระราชทานเคลื่อนที่ #ช่วยเหลือชุมชน
หลายคนเข้าใจว่าอาการปวดคอ ปวดบ่า หรือปวดไหล่ เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคสโตรก แต่ในความเป็นจริง “อาการคอบ่าไหล่ไม่ได้ทำให้เกิดสโตรกโดยตรง”
อย่างไรก็ตาม หากมีภาวะที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดบริเวณคอ เช่น หลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือมีการกดทับที่ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้
⚠️ สัญญาณอันตรายของโรคสโตรกที่ไม่ควรมองข้าม
• หน้าเบี้ยว ปากตก
• แขนหรือขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก
• พูดไม่ชัด พูดลำบาก
• เวียนศีรษะ เดินเซ
• ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน
• มองเห็นภาพผิดปกติ
หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพราะการรักษาอย่างทันท่วงทีช่วยลดความเสียหายของสมองและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้
💚 วิธีลดความเสี่ยงโรคสโตรก
✅ ควบคุมความดันโลหิต
✅ ควบคุมน้ำตาลและไขมันในเลือด
✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
✅ งดสูบบุหรี่
✅ พักผ่อนให้เพียงพอ
✅ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

📌 สอบถาม / เข้าเยี่ยมชมสถานที่ / ปรึกษาเพื่อเข้าพักฟื้นฟู
Tel. 02-091-1956, 095-167-1839, 081-248-0962
📲 Line OA: @tmnc | https://lin.ee/ifpiZEf
🌐 Website: https://theparents.com
🚘การเดินทางสะดวกเชื่อมต่อถนนได้หลายเส้นทาง ถนนราษฎร์พัฒนา มาทางเส้นรามคำแหง หรือ
ตาม GPS GOOGLE MAP : https://maps.app.goo.gl/amz3XooojtQPy9Pn7
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –
#TheParentsWellness #StrokeAwareness #โรคสโตรก #อัมพฤกษ์อัมพาต #ฟื้นฟูผู้ป่วย #ดูแลผู้สูงอายุ #สุขภาพสมอง #คอบ่าไหล่
The Parents Wellness and Rehabilitation ขอเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ช่วยดูแลชุมชน ในวันที่น้ำท่วมสร้างความเดือดร้อน
พิกัด : ราษฏร์พัฒนา 2 หรือตาม GPS GOOGLE MAP : https://maps.app.goo.gl/amz3XooojtQPy9Pn7
ด้วยพื้นที่ของศูนย์ The Parents ตั้งอยู่ในบริเวณที่สูง เราจึงเปิดพื้นที่และร่วมสนับสนุนชุมชนโดยรอบ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม
🚗 เปิดพื้นที่ให้ประชาชนจอดรถฟรี
เพื่อช่วยปกป้องรถและทรัพย์สินจากน้ำท่วม
🍱 สนับสนุนเขตสะพานสูงในการจัดทำอาหาร 350 กล่อง
เพื่อส่งต่อให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน
🏠 เปิดพื้นที่สำหรับจัดเตรียมทราย
ให้ประชาชนสามารถมาตักทรายใส่ถุง เพื่อนำไปใช้ป้องกันน้ำเข้าบ้าน
🤝 สนับสนุนพื้นที่สำหรับรถเตรียมอาหารพระราชทาน
เพื่อจัดเตรียมและส่งมอบอาหารให้แก่ชุมชนและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
เพราะการดูแล ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในศูนย์
The Parents พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ ดูแล และยืนเคียงข้างชุมชนในยามที่ต้องการ 💙
.
📌 สอบถาม / เข้าเยี่ยมชมสถานที่ / ปรึกษาเพื่อเข้าพักฟื้นฟู
Tel. 02-091-1956, 095-167-1839, 081-248-0962
📲 Line OA: @tmnc | https://lin.ee/ifpiZEf
🌐 Website: https://theparents.com
🚘การเดินทางสะดวกเชื่อมต่อถนนได้หลายเส้นทาง ถนนราษฎร์พัฒนา มาทางเส้นรามคำแหง หรือ
ตาม GPS GOOGLE MAP : https://maps.app.goo.gl/amz3XooojtQPy9Pn7
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –
#TheParents #เดอะพาเร้นส์ #เคียงข้างชุมชน #ช่วยเหลือผู้ประสบภัย #น้ำท่วม #สะพานสูง #TheParentsWellnessandRehabilitation #ราษฎร์พัฒนา #รามคำแหง
บริษัท เดอะพาเร้นส์ จำกัด ร่วมงาน “Thailand Care Economy Forum” ณ รอบสระมรกต รัฐสภา
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 บริษัท เดอะพาเร้นส์ จำกัด ได้เข้าร่วมออกบูทภายในงาน “Thailand Care Economy Forum” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร
การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมประชาสัมพันธ์และนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับบริการของ “เดอะ พาเร้นส์” พร้อมแนะนำ “โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์” ตลอดจนจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รู้จักบริการและผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ มากยิ่งขึ้น
ภายในบูทมีกิจกรรม ได้แก่
• ประชาสัมพันธ์และนำเสนอข้อมูลบริการของ เดอะ พาเร้นส์
• แนะนำและประชาสัมพันธ์ โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์
• จัดแสดงและจำหน่ายสินค้า
บริษัท เดอะพาเร้นส์ จำกัด ขอขอบคุณผู้จัดงาน ตลอดจนผู้เข้าร่วมงานทุกท่านที่ให้ความสนใจและเข้าเยี่ยมชมบูทของเรา
การเข้าร่วมงานครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์บริการด้านการดูแลและการบริบาล พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคมไทย
#TheParents
#เดอะพาเร้นส์
#โรงเรียนการบริบาลเดอะพาเร้นส์
#ThailandCareEconomyForum
#CareEconomy
#การบริบาล
#การดูแลผู้สูงอายุ
#สังคมสูงวัย
#รัฐสภา
เดอะ พาเร้นส์ จับมือ เมืองไทยประกันชีวิต ส่งเสริม “วางแผนชีวิตและการเงิน” พร้อมต่อยอด “การดูแลสุขภาพและผู้สูงอายุ” สู่คุณภาพชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ
ดร.สุนทรี จรรโลงบุตร และ นายแพทย์วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ผู้บริหาร เดอะ พาเร้นส์ เข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว “ผลิตภัณฑ์เงินบำนาญ” ของ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งเสริมทางเลือกในการ “วางแผนชีวิตและการเงินสำหรับวัยเกษียณ” ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ เพื่อก้าวสู่ “การสูงวัยอย่างมั่นคงและมีคุณภาพ”
พร้อมต่อยอด “ความร่วมมือด้านการดูแลสุขภาพและผู้สูงอายุ” ผ่าน สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (Nursing Home) ที่เป็นคู่สัญญา เชื่อมโยงการวางแผนทางการเงินกับการดูแลสุขภาพ เพื่อสร้างความพร้อมและความมั่นใจในการใช้ชีวิตระยะยาว
#เดอะพาเร้นส์ #TheParents #เมืองไทยประกันชีวิต #MuangThaiLife #วางแผนวัยเกษียณ #วางแผนการเงิน #เงินบำนาญ #สุขภาพผู้สูงอายุ #ดูแลผู้สูงอายุ #NursingHome #สังคมสูงวัย #สูงวัยอย่างมีคุณภาพ #ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ #ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โรงเรียนเดอะพาเร้นท์ส ผู้ช่วยการพยาบาล ได้จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา
พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา หลักสูตรผู้ช่วยด้านการดูแลสุขภาพนานาชาติอิสลาม รุ่นที่ 6 ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความสุข รอยยิ้ม คำแสดงความยินดี และความภาคภูมิใจร่วมกันของนักเรียน คณาจารย์ และผู้ปกครอง
ในโอกาสนี้ โรงเรียนได้รับเกียรติอย่างยิ่งจาก นายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี ซึ่งกรุณาเป็นประธานในพิธีและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา 🎓✨
ทุกความมุ่งมั่นและความพยายามตลอดเส้นทางการเรียนรู้ ได้กลายเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเติบโตทั้งในด้านชีวิตและวิชาชีพ พร้อมนำผู้สำเร็จการศึกษาก้าวต่อไปอย่างภาคภูมิใจบนเส้นทางอาชีพด้านการดูแลสุขภาพและการดูแลผู้ป่วย

💙 ขอแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา รุ่นที่ 6 ทุกคน
ขอให้ทุกคนนำความรู้ ทักษะ และหัวใจแห่งการดูแลที่ได้เรียนรู้ไปต่อยอด เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ที่อยู่ในความดูแล ตลอดจนสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไป
เพราะการดูแลที่มีคุณภาพ เริ่มต้นจากหัวใจที่พร้อมดูแลผู้อื่น 🤍

เมื่อผู้คนมีอายุมากขึ้น ร่างกายย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติหลายประการ ประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนโลหิต ระบบเผาผลาญ และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ จะค่อย ๆ ลดลง ทำให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังมากขึ้น อาการหลายอย่างที่มักพบในวัยสูงอายุ เช่น ความอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หรืออาการหลงลืม มักถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติของการแก่ตัว อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณี อาการเหล่านี้อาจเป็น สัญญาณเตือนระยะแรกของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ การสังเกตและรับรู้สัญญาณเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้สามารถเข้ารับการดูแลรักษาทางการแพทย์ได้ทันท่วงที จัดการกับโรคได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
โรคเบาหวาน เป็นอีกหนึ่งโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจเกิดจากการที่ร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่องสามารถทำลายหลอดเลือดและเส้นประสาทอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลกระทบต่ออวัยวะหลายส่วน เช่น ดวงตา ไต หัวใจ และระบบประสาท อาการเริ่มต้นที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก หิวบ่อย อ่อนเพลีย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มองเห็นไม่ชัด และแผลหายช้า ผู้สูงอายุบางรายอาจมีอาการชาหรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มที่มือและเท้า หากไม่ได้รับการดูแลและควบคุมอย่างเหมาะสม โรคเบาหวานอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ไตวาย โรคหัวใจและหลอดเลือด ความเสียหายของเส้นประสาท และปัญหาแผลที่เท้าจากเบาหวาน การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่สมดุล การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการดูแลรักษาทางการแพทย์อย่างเหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมโรคนี้
นอกจากโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญและหัวใจแล้ว โรคข้อเข่าเสื่อม ก็เป็นหนึ่งในปัญหาระบบกล้ามเนื้อและกระดูกที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่รองรับและปกป้องข้อต่อค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา เมื่อกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ป้องกันสึกหรอ กระดูกจะเริ่มเสียดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวด ข้อติดแข็ง และการเคลื่อนไหวที่ลดลง ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวเกิน การบาดเจ็บที่ข้อในอดีต และการใช้งานข้อต่อซ้ำ ๆ ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมักมีอาการปวดข้อขณะเคลื่อนไหว ข้อตึงหลังจากพักเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงเช้า มีความลำบากในการขึ้นลงบันได และอาจรู้สึกเหมือนมีเสียงเสียดสีหรือเสียงกรอบแกรบภายในข้อ ในกรณีที่รุนแรงมากขึ้น อาจเกิดอาการบวมและการทำงานของข้อที่ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่า และการออกกำลังกายที่เหมาะสม สามารถช่วยชะลอการดำเนินของโรคและช่วยให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น
โดยสรุป ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด ซึ่งหลายโรคมักเริ่มต้นด้วยอาการเล็กน้อยที่อาจถูกมองข้ามได้ง่าย การใส่ใจต่อการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพทั้งทางร่างกายและความคิดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตรวจสุขภาพเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่สมดุล การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ และการดูแลจัดการโรคประจำตัวอย่างเหมาะสม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพในวัยสูงอายุ เมื่อมีอาการผิดปกติหรืออาการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรึกษาแพทย์โดยเร็วสามารถช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน และช่วยรักษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน
เมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุหลายคนอาจรู้สึกว่าเดินไม่ไกลเหมือนเดิม ลุกจากเก้าอี้ได้ยาก เหนื่อยง่าย หรือไม่มีแรงทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำได้ตามปกติ อาการเหล่านี้บางครั้งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัย แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการดูแล
ดังนั้น หากผู้สูงอายุเริ่มมีอาการ “ไม่มีแรง” อย่างต่อเนื่อง การหาสาเหตุและดูแลอย่างเหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อช่วยให้กลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น มีความมั่นใจในการใช้ชีวิต และลดความเสี่ยงต่อการหกล้มและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
อาการไม่มีแรงในผู้สูงอายุสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ได้มีเพียงสาเหตุเดียว เช่น
เมื่ออายุมากขึ้น มวลกล้ามเนื้อและกำลังกล้ามเนื้อมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะหากไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย ส่งผลให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ยากขึ้น เช่น เดินขึ้นบันได ลุกจากเก้าอี้ หรือถือของ
ผู้สูงอายุบางคนรับประทานอาหารได้น้อยลงจากความอยากอาหารที่ลดลง ปัญหาการเคี้ยวหรือกลืน หรือการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หากได้รับพลังงานและโปรตีนไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของร่างกาย
การนั่งหรือนอนเป็นเวลานานทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้รับการใช้งาน เมื่อไม่ได้ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ ความแข็งแรงและความสามารถในการเคลื่อนไหวอาจลดลงได้
อาการอ่อนเพลียหรือไม่มีแรงอาจเกี่ยวข้องกับโรคหรือภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น ภาวะโลหิตจาง โรคหัวใจ โรคปอด ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ การติดเชื้อ หรือภาวะอื่น ๆ ดังนั้น หากอาการเกิดขึ้นใหม่หรือเป็นต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุ
ผู้สูงอายุจำนวนมากอาจต้องรับประทานยาหลายชนิด ยาบางประเภทอาจทำให้เกิดอาการง่วง เวียนศีรษะ หรืออ่อนเพลียได้ จึงควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อมีอาการผิดปกติ และไม่ควรหยุดยาเอง
การฟื้นฟูความแข็งแรงควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละคน
การออกกำลังกายแบบฝึกแรงต้าน เช่น การใช้ยางยืด น้ำหนักเบา หรือการฝึกลุก-นั่งจากเก้าอี้ สามารถช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้
อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว มีปัญหาการทรงตัว หรือมีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว ควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการออกกำลังกายหนัก ผู้สูงอายุสามารถเริ่มจากกิจกรรมง่าย ๆ เช่น เดินในระยะที่เหมาะสม ลุกเปลี่ยนท่าทางเป็นระยะ หรือทำกิจกรรมในบ้าน เพื่อไม่ให้ร่างกายอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน
ควรรับประทานอาหารให้ครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยให้ความสำคัญกับแหล่งโปรตีน เช่น ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ นม และถั่ว ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
หากผู้สูงอายุรับประทานอาหารได้น้อย น้ำหนักลด หรือมีปัญหาการเคี้ยวและกลืน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อวางแผนโภชนาการที่เหมาะสม
การนอนหลับที่เพียงพอมีส่วนสำคัญต่อการฟื้นฟูร่างกาย หากผู้สูงอายุมีปัญหานอนไม่หลับ ตื่นบ่อย หรือรู้สึกเหนื่อยมากแม้พักผ่อนแล้ว ควรหาสาเหตุและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
หากอาการไม่มีแรงเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือมีแนวโน้มแย่ลง ไม่ควรพยายามแก้ไขด้วยการออกกำลังกายหรือรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้ารับการประเมินสุขภาพเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
หากผู้สูงอายุมีอาการไม่มีแรงร่วมกับอาการผิดปกติ เช่น
ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว โดยเฉพาะกรณีที่อาการเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
การฟื้นฟูความแข็งแรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้สูงอายุเพียงคนเดียว ลูกหลานและผู้ดูแลสามารถมีส่วนช่วยได้ เช่น สังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ช่วยจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย สนับสนุนการรับประทานอาหารที่เหมาะสม และชวนให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ
ที่สำคัญคือ ไม่ควรเร่งหรือบังคับให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมเกินความสามารถ แต่ควรค่อย ๆ เพิ่มระดับกิจกรรมตามสภาพร่างกายและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
แม้ความแข็งแรงของร่างกายอาจลดลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่การไม่มีแรง เหนื่อยง่าย หรือความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “เรื่องปกติของคนแก่”
การค้นหาสาเหตุอย่างเหมาะสม ร่วมกับการดูแลด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การพักผ่อน และการฟื้นฟูที่เหมาะกับแต่ละบุคคล สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุรักษาความสามารถในการเคลื่อนไหวและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
เพราะการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ใช่เพียงการดูแลเมื่อเจ็บป่วย แต่คือการช่วยให้ทุกวันของชีวิตยังคงมีคุณภาพและมีความสุข
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการลดลงของมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่า “ไม่มีแรง” เดินช้าลง ลุกจากเก้าอี้ยากขึ้น หรือทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำได้ง่ายกลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น
ภาวะดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับ Sarcopenia หรือภาวะมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงลดลง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และสามารถส่งผลต่อความสามารถในการเคลื่อนไหว การทรงตัว และการใช้ชีวิตประจำวัน
การทำความเข้าใจ Sarcopenia และเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการช่วยให้ผู้สูงอายุคงความแข็งแรงและความสามารถในการใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
Sarcopenia คือภาวะที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ร่วมกับการลดลงของมวลกล้ามเนื้อและ/หรือคุณภาพของกล้ามเนื้อ ซึ่งมักพบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
แม้การสูญเสียกล้ามเนื้อบางส่วนจะเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของวัย แต่หากกล้ามเนื้อลดลงมากจนส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการทำกิจวัตรประจำวัน ก็อาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
การเกิด Sarcopenia อาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
เมื่ออายุมากขึ้น กระบวนการสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อของร่างกายอาจลดลง ขณะที่กระบวนการสูญเสียกล้ามเนื้อเกิดขึ้นมากขึ้น ทำให้มวลและกำลังกล้ามเนื้อค่อย ๆ ลดลง
การนั่งหรือนอนเป็นเวลานาน และการมีกิจกรรมทางกายน้อย ทำให้กล้ามเนื้อได้รับการกระตุ้นน้อยลง ยิ่งไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อก็อาจลดลงตามไปด้วย
ผู้สูงอายุบางคนรับประทานอาหารได้น้อยลงจากความอยากอาหารที่ลดลง ปัญหาฟัน การเคี้ยว หรือการกลืน ส่งผลให้ได้รับโปรตีนและพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
โรคเรื้อรังบางชนิด รวมถึงการเจ็บป่วยหรือการพักรักษาตัวเป็นเวลานาน อาจทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงได้เร็วขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและกระบวนการทำงานของร่างกายบางอย่างอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดลงของมวลกล้ามเนื้อ
Sarcopenia อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยที่ผู้สูงอายุไม่ทันสังเกต การสังเกตความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันจึงเป็นสิ่งสำคัญ
สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่
หากพบการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสุขภาพเพื่อประเมินสาเหตุและแนวทางการดูแลที่เหมาะสม
เมื่อกล้ามเนื้อและความแข็งแรงลดลง ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของการเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม
เมื่อกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ผู้สูงอายุอาจเคลื่อนไหวได้น้อยลง และเริ่มหลีกเลี่ยงกิจกรรมบางอย่างที่เคยทำเป็นประจำ
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความสามารถในการทรงตัวมีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหว หากกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจทำให้การทรงตัวและการตอบสนองต่อการเสียสมดุลทำได้ไม่ดีเท่าเดิม
กิจกรรมง่าย ๆ เช่น อาบน้ำ แต่งตัว ทำอาหาร เดินเข้าห้องน้ำ หรือขึ้นลงบันได อาจกลายเป็นเรื่องที่ต้องได้รับความช่วยเหลือมากขึ้น
เมื่อเคลื่อนไหวได้น้อยลง ผู้สูงอายุอาจไม่สามารถทำกิจกรรมที่ชื่นชอบหรือเข้าสังคมได้เหมือนเดิม ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจและคุณภาพชีวิต
แม้การเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสูงวัย แต่การดูแลที่เหมาะสมสามารถช่วยชะลอการสูญเสียความแข็งแรงและสนับสนุนการทำงานของกล้ามเนื้อได้
การออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance Exercise) เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น
ผู้สูงอายุควรเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย หากมีโรคประจำตัวหรือข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มโปรแกรม
โปรตีนมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ แหล่งโปรตีนที่เหมาะสม ได้แก่ ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ นม ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากถั่ว
อย่างไรก็ตาม ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตหรือโรคประจำตัวบางชนิด จึงควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับอาหารอย่างมาก
การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันก็มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ทำงานบ้าน หรือเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะ ๆ ล้วนช่วยให้ร่างกายได้ใช้งานกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ
การพักผ่อนให้เพียงพอ การควบคุมโรคประจำตัว และการดูแลสุขภาพโดยรวม ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความแข็งแรงของร่างกาย
หากเริ่มสังเกตว่าผู้สูงอายุไม่มีแรง เดินช้าลง ลุกนั่งลำบาก หรือทำกิจวัตรประจำวันได้ลดลง ควรเข้ารับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อดูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความสามารถในการเคลื่อนไหว รวมถึงค้นหาปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง
สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง การฟื้นฟูอย่างเป็นระบบสามารถช่วยส่งเสริมความสามารถในการเคลื่อนไหวและการทำกิจวัตรประจำวันได้
โปรแกรมฟื้นฟูอาจประกอบด้วยการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การฝึกการทรงตัว การฝึกเดิน และการฝึกทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยควรออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและเป้าหมายของแต่ละบุคคล
การดูแลผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อ Sarcopenia ไม่จำเป็นต้องทำเพียงลำพัง ลูกหลานและผู้ดูแลสามารถช่วยได้โดย
สิ่งสำคัญคือไม่ควรบังคับให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายเกินความสามารถ แต่ควรค่อย ๆ เพิ่มระดับกิจกรรมตามความเหมาะสมและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
Sarcopenia อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่การสูญเสียความแข็งแรงไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุทุกคนต้องยอมรับโดยไม่ทำอะไร
การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ การฝึกกล้ามเนื้อ และการประเมินสุขภาพอย่างเหมาะสม ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการช่วยรักษาความแข็งแรงและความสามารถในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ
เพราะการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงการมีอายุยืนยาว แต่คือการมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีความสุขในทุกวัน